Showing posts with label แอร์ห่วย. Show all posts
Showing posts with label แอร์ห่วย. Show all posts

Wednesday, September 17, 2014

วิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วยเบื้องต้นได้เองง่ายๆ หรือจ้างช่างก็รู้ทันช่าง

ถ้าเกิดปัญหาแอร์ห่วย เกิดอาการผิดปกติขึ้นมา แล้วเรารู้ถึงสาเหตุการผิดปกติเหล่านั้นก่อน น่าจะทำให้รักษาแอร์ให้อยู่กับเราได้นานขึ้น ดังนั้นเราควรจะรู้วิธีในการสังเกต และแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเบื้องต้นได้เอง โดยไม่ต้องง้อช่าง ท่านคงเคยพบความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานของแอร์บ้างใช่ไหมครับ บ้างเป็นอาการผิดปกติเพียงเล็กน้อยที่สามารถแก้ไขเองได้ บ้างก็อาจรุนแรงถึงขั้นต้องพบช่างผู้เชี่ยวชาญและเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่บางครั้ง กว่าจะพบว่าอาการผิดปกตินั้นต้องการช่างผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไข ท่านอาจปล่อยทิ้งไว้จนสายเกินแก้และต้องเสียเงินค่าซ่อมเพิ่มมากขึ้นก็ได้นะครับ
ฉะนั้น เรามาทำความรู้จักอาการผิดปกติต่างๆ และวิธีการปฏิบัติเพื่อแก้ไขกันแอร์ห่วยดีกว่า บางเรื่องอาจใกล้ตัวและแก้ไขได้อย่างง่ายอย่างไม่น่าเชื่อเหมือนกันนะครับ
1. อาการ "เหงื่อตก..เพราะความเย็นตก"
ถ้าท่านมีอาการเหงื่อตก เพราะการทำความเย็นภายในห้องลดลง ลองเดินไปดูที่ "คอยล์เย็น" ส่วนของเครื่องปรับอากาศที่อยู่ภายในห้องของท่านสิครับ
ลองตรวจเช็คดูที่ครีบของคอยล์เย็น ใบพัดลม และแผ่นกรองฝุ่นว่ามีฝุ่นเกาะอยู่มากหรือไม่ สกปรกขนาดไหน ถ้ามีฝุ่นเกาะอยู่มาก ให้ทำความสะอาดเองในส่วนที่สามารถจัดการได้ ท่านสามารถดึงเอาแผ่นกรองฝุ่นมาทำความสะอาด บ่อยๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งครับ อีกด้านหนึ่ง ท่านลองตรวจตรวจดูด้วยนะครับว่า มีการวางสิ่งของใดๆ ขวางทางเดินของอากาศ ทั้งทางเข้าออกของคอยล์เย็นและคอยล์ร้อน ที่อยู่ด้านนอกด้วยหรือไม่ ถ้าพบให้นำออก เพราะนั่นเป็นสาเหตุหนึ่งของอาการเหงื่อตก เพราะความเย็นตกนี้ด้วยเหมือนกันครับ
2. อาการ "ร้อน..เพราะน้ำแข็ง"
อย่าเพิ่งแปลกใจนะครับว่าทำไมถึง "ร้อนเพราะน้ำแข็ง" ได้ ผมหมายถึงว่า ถ้าท่านร้อน เพราะลมที่เป่าออกมาจากแอร์นั้นน้อยผิดปกตินั่นอาจเป็นเพราะคอยล์เย็นเป็นน้ำแข็งก็ได้ครับ
สาเหตุเกิดจาก การที่มีฝุ่นละอองติดอยู่กับแผ่นกรองฝุ่น หรือคอยล์แอร์สกปรก ทำให้ลมและความเย็นที่ถูกเป่าออกมาไม่กระจายสู่ภายในห้องได้ แต่กลับถูกขังอยู่ภายในตัวแอร์ ทำให้แอร์เย็นจัดจนเป็นน้ำแข็ง ในขณะที่อุณหภูมิในห้องกลับร้อน วิธีการแก้ไขคือ ทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่น หรือเรียกช่างเข้าบริการ ทำความสะอาด แอร์ห่วยได้เลยครับ แต่หากท่านล้างแล้ว ภายในตัวคอยล์ยังเกิดการเป็นน้ำแข็งเกาะอยู่อีก อาจมีอีกสาเหตุคือน้ำยาในระบบไม่พอ ท่านจึงควรเรียกช่างมาทำการตรวจเช็คแอร์ได้เลยครับ
3. อาการ "คอยล์เย็นร้องไห้"
ถ้าท่านพบว่า "คอยล์เย็น" ที่อยู่ภายในห้องของท่านมีน้ำหยดตึ๋ง..ตึ๋ง หรือมีอาการร้องไห้ ไม่ต้องตกใจและร้องไห้ตามนะครับ เพราะตามปกติ เครื่องปรับอากาศจะมีการกลั่นตัวของน้ำที่คอยล์เย็นและจะมีถาดรองรับน้ำไหลออกอยู่แล้วครับ เพียงแต่ว่า ถ้าน้ำนั้นไหลย้อนกลับเข้ามาภายในตัว คอยล์เย็น เราก็สามารถตรวจเช็คเองได้อย่างง่ายๆ ดังนี้
- ตรวจเช็คปลายท่อว่ามีสิ่งอุดตันหรือไม่ หากมีให้เอาออกและทำความสะอาด
- ท่อระบายน้ำมีการแอ่นตัวหรือไม่ ท่านสามารถจัดให้ตรงและลาดเอียงลงได้
- ท่อแตกหรือไม่ หากเป็นเช่นนั้น อาจต้องพึงพาช่างบริการแล้วครับ
แต่หากตรวจไม่พบ ก็ คงต้องเรียกช่างบริการเพื่อหาจุดรั่ว อีกกรณีคือ หากแอร์ห่วยของท่านไม่มีน้ำทิ้งออกมาเลย ในบางกรณีก็ไม่แปลก เนื่องจากน้ำ อาจจะระเหยแห้งไปก่อนหมดแล้ว
4. อาการ "อารมณ์ร้อน...เพราะลมไม่เย็น"
ถ้าท่านพบว่า ลมที่เป่าออกมาจากเครื่องปรับอากาศไม่เย็นเลย หรือเย็นน้อยกว่าเดิมอย่างผิดปกติมาก ให้ท่านเดินออกไปดูส่วนที่เรียกว่า "คอยล์ร้อน" ที่อยู่ด้านนอกบ้านหรือว่าอาคารว่า พัดลมที่คอนเดนเซอร์หรือคอยล์ร้อนนั้นทำงานหรือไม่
ถ้าพบว่าพัดลมไม่ทำงาน นั่นอาจเป็นเพราะว่า ท่านตั้งอุณหภูมิภายในไว้สูงเกินไป ลองตรวจสอบและปรับตั้งอุณหภูมิให้ต่ำลงมา อย่างไรก็ตาม ถ้าพัดลมยังคงไม่ทำงานอยู่ ให้เรียกช่างมาตรวจสอบระบบไฟฟ้า และแก้ไขได้เลยครับ
ในกรณีที่พัดลมที่คอนเดนเซอร์หรือคอยล์ร้อนทำงานแกติดี แต่ลมที่เป่าออกมาจากเครื่องไม่มีความเย็น ให้ท่านปิดเครื่องปรับอากาศทันทีแล้วเรียกท่านมาตรวจสอบว่า น้ำยาทำความเย็นรั่วหรือไม่ จะได้แก้ไขรอยรั่วและเติมสารทำความเย็นใหม่
อย่าลืมนะครับว่า รีบปิดเครื่องปรับอากาศทันที ถ้าสงสัยว่าน้ำยาทำความเย็นรั่ว เพราะถ้ายังเปิดทำงานอยู่ ขณะที่ไม่มีน้ำยา มอเตอร์คอมเพรสเซอร์อาจไหม้ได้ เพราะไม่มีน้ำยาทำความเย็นมาช่วยระบายความร้อนให้คอมเพรสเซอร์ ซึ่งอาจทำให้ท่านเสียเงินมากขึ้นอีกเป็นเท่าตัวได้ ถ้าต้องเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ด้วย
5. อาการ "กลุ้มใจ...ปลายเดือน"
อาการนี้ ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการทำงานของแอร์ห่วยโดยตรงหรอกครับ แต่เป็นเพราะปัจจัยต่างๆ ที่มีผล ทำให้แอร์ห่วยใช้ไฟมากขึ้นกว่าเก่า และใช้เงินในกระเป๋าของท่านมากเกินความจำเป็น ซึ่งบางข้อเป็นปัจจัยตามธรรมชาติ และบางข้อก็ป้องกันได้ง่ายๆ วิธีการ ปฎิบัติ ลองทำตามวิธีด้านบนดูนะครับ วิธีประหยัดค่าแอร์บ้าน แอร์ห่วยได้ครับ

Wednesday, August 13, 2014

จบปัญหาแอร์ห่วย กับวิธีเลือกแอร์ให้ไม่มีเสียงดัง

เวลาที่คุณหาซื้อแอร์ตัวใหม่ เมื่อต้องการเปลี่ยนแอร์ห่วยๆ หรือแอร์เสียงดังที่บ้านแล้ว คุณเองก็สามารถหาแอร์ที่ทำงานเงียบๆ ได้ในขนาดใดก็ตาม ตั้งแต่ขนาดใหญ่ ไปจนถึงรุ่นติดหน้าต่างและรุ่นพกพาได้ วันนี้เรามีคำแนะนำเพื่อที่จะหาซื้อและติดตั้งแอร์ที่ทำงานเงียบและตรงกับความต้องการของคุณ

ขั้นตอนแรก กำหนดขนาดแอร์ที่คุณต้องการ
หากคุณเพียงที่จะทำความเย็นให้กับห้องนอนเพื่อการนอนหลับที่สบายเท่านั้น แอร์ขนาด 10,000 บีทียูก็เพียงพอแล้ว รุ่นพวกนี้จะมีจำหน่ายเป็นรุ่นติดหน้าต่างและพกพาซึ่งจะนำอากาศร้อนออกไปผ่านท่อพิเศษ เพื่อที่จะทำความเย็นทั่วทั้งบ้าน ให้เลือกแอร์รุ่นแยกชิ้นส่วนได้ที่มีฮาร์ดแวร์ภายนอกและท่อระบายอากาศภายใน รุ่นนี้มีตั้งแต่ขนาด 24,000 บีทียูในการให้พลังงานทำความเย็น

ขั้นตอนที่ 2 ให้เปรียบเทียบ
ให้ถามเพื่อนหรือเพื่อนบ้านที่ใช้แอร์ หรือเข้าเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้ และให้มุ่งหาที่การเลือกเครื่องแอร์ที่มีคุณภาพดีที่สุดนั่นก็คือเครื่องที่ทำงานเงียบ ให้ตรวจสอบการผลิตแอร์ภายในร้าน หากมีเสียงดังมากเกินไปในสภาพใดๆก็ตาม มันก็จะส่งเสียงเช่นนั้นเมื่อคุณซื้อและติดตั้งด้วย ถ้าเสียงดังนี่เป็นแอร์ห่วยแน่นอน
ให้พนักงานขายช่วยถอดฝาข้างหน้าแอร์ เพื่อคุณจะได้รู้ว่ามันเป็นชนิดและตัวหุ้มภายในแบบใด ชั้นหุ้มที่หนาจะช่วยให้ตัวคอนเดนเซอร์ทำความเย็นได้ดีขึ้นและในขณะเดียวกันก็ทำให้ทำงานเงียบด้วยเช่นกัน ให้ดูขนาดของช่องที่รับลมด้วย หากช่องรับลมมีขนาดน้อยกว่าครึ่งของฝาแอร์ข้างหน้าจะช่วยให้ลดเสียงจากการที่แอร์ทำงานได้

ขั้นตอนที่ 3 ติดตั้งแอร์ให้เหมาะสมเมื่อคุณซื้อไปที่บ้านแล้ว
ติดตั้งแอร์ติดหน้าต่างให้มั่นคงและวางตำแหน่งให้ถูกต้อง ให้แน่ใจว่าขอบหน้าต่างไม่มีรูรั่วเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเสียงแอร์ที่รบกวนเข้ามา ส่วนแอร์พกพา ให้ตั้งแอร์ให้ห่างจากหน้าต่างหรือลมภายนอกเท่าที่คุณจะทำได้ ให้นำสายท่อพิเศษไว้ที่หน้าต่างที่ใกล้เคียงหรือท่อปล่อยลมเพื่อที่จะไม่ส่งเสียงโครมครามเมื่อเกิดการสั่น และปลายของสายท่อนำต้องวางห่างกันเพื่อที่เลี่ยงการที่สายกระทบกันอันจะทำให้เกิดเป็นแอร์เสียงดังแบบแอร์ห่วยๆ ได้ หากคุณเลือกแอร์แบบแยกชิ้นส่วนแล้ว ให้รับความช่วยเหลือจากช่างมืออาชีพเพื่อที่จะติดตั้งท่อนำและอุปกรณ์และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งคอมเพรสเซอร์และตัวหุ้มคอนเดนเซอร์ในพื้นที่ที่ไม่มีลมและมีร่มบัง เพื่อที่จะกันลมไม่ให้เข้าสู่ตัวบ้านคุณ

Wednesday, July 9, 2014

น้ำแอร์หยดเกิดจากอะไร เป็นเพราะแอร์ห่วยจริงหรือไม่

สารพัดปัญหาเกี่ยวกับการทำงานผิดปกติของแอร์ ที่ผู้ใช้อย่างเราๆ ต้องประสบพบเจออยู่เป็นประจำ ปัญหาน้ำแอร์หยดเป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อย สร้างความรำคาญใจให้กับผู้ใช้แอร์อยู่เป็นประจำ เพราะน้ำก็จะหยดอยู่ตลอดเวลา  ซึ่งสาเหตุก็อาจมีหลายสาเหตุด้วยกัน ต้องตรวจเช็คกันละเอียดสักหน่อย อย่าเพิ่งโทษว่าแอร์ห่วยเลย แต่ถ้าสาเหตุที่พูดมานี้ตรวจเช็คดูแล้วปกติดี ก็คงต้องโทษว่าแอร์ห่วยจริงๆ มาดูสาเหตุของอาการน้ำแอร์หยดกัน

- ท่อน้ำทิ้งหรือถาดน้ำอุดตันไม่สามารถระบายน้ำไปตามท่อได้ จึงเกิดอาการน้ำแอร์หยดขึ้น
- ถาดคอยล์ อุดตันไม่สามารถระบายน้ำได้เช่นกัน
- ถาดน้ำทิ้งอยู่ในสภาพชำรุด น้ำจึงหยดอยู่ตลอดเวลา
- การเดินท่อแอร์ของช่างทำได้ไม่ดี ทำให้มีน้ำรั่ว น้ำหยด อยู่ตลอดเวลา

หากตรวจเช็คทั้งหมดนี้แล้ว สภาพปกติดี หรือท่านไม่มีความรู้เรื่องแอร์สักเท่าไหร่ก็ควรโทรเรียกช่างมาช่วยตรวจสอบเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงจุดว่าแอร์ห่วยหรือเป็นองค์ประกอบในส่วนอื่นๆที่ชำรุดกันแน่ หรือถึงเวลาที่ต้องทำการล้างแอร์ เปลี่ยนน้ำยาแอร์กันบ้าง นี่เป็นเพียงการตรวจเช็คหาสาเหตุของปัญหาน้ำแอร์หยดเท่านั้น ส่วนปัญหาอื่นๆก็ต้องตรวจเช็คสภาพอย่างอื่นกันต่อไป เพราะแอร์เกิดปัญหาขณะใช้งานได้หลากหลายปัญหา สาเหตุและการรักษาจึงแตกต่างกันออกไป แต่หากรักษา ซ่อมแซมเท่าไหร่ก็ยังเกิดปัญหาอื่นๆตามมาอยู่เรื่อยๆแล้ว นี่ละถึงจะเรียกว่าแอร์ห่วยจริงๆ

Wednesday, July 2, 2014

น้ำยาแอร์คุณภาพต่ำ เติมแล้วแอร์ไม่เย็น อย่าเพิ่งโทษแอร์ห่วย

คงจะเถียงไม่ได้ว่าเมืองไทยบ้านเราอากาศร้อนทั้งปี จนแทบจะเรียกได้ว่าเมืองไทยมี 2 ฤดู คือ ร้อนและร้อนมาก ซึ่งส่วนใหญ่แทบทุกบ้านก็จะติดแอร์กันทั้งนั้น พอใช้แอร์ไปสักระยะก็จะมีปัญหาแอร์ตัน ลมไม่ออก หรือแอร์ไม่เย็น เราก็จะเรียกช่างมาล้างแอร์ โดยทั่วไปค่าล้างแอร์ประมาณ 400-500 บาทซึ่งราคานี้ก็ถือว่าถูกมากแล้ว ช่างไม่ค่อยได้อะไรเลย แล้วช่างจำนวนมากที่ขาดจรรยาบันในงานช่างก็มักเพิ่มรายได้ด้วยการหาเรื่องเช็คน้ำยา แล้วเป็นอะไรก็ไม่รู้ น้ำยามันจะขาด ต้องเติมเพิ่มทุกทีไป ค่าเติมก็ปอนด์ละ 15-20-30 บาท
มารู้เท่าทันช่างแอร์กันไว้ด้วยนะครับ บางที่ช่างอาจจะทำให้เราเข้าใจผิดได้ว่าแอร์ห่วย ต้องทำนั่นนี่ ต้องเติมน้ำยาแอร์  คอยสังเกตดูว่าเวลาช่างต่อ เกจ์วัดเข้ากับแอร์ จะมีน้ำยารั่วออกมาทุกครั้ง จะรั่วมาก รั่วน้อยก็แล้วแต่ว่าช่างทำเร็วแค่ไหน ตอนปลดเกจ์วัดออกจากแอร์ก็จะรั่วอีกครั้ง โดนวัดน้ำยาบ่อยๆ แรงดันน้ำยาตกแน่ๆ ทางที่ดีบอกช่างที่มาล้างแอร์ทุกครั้งว่า ห้ามวัดน้ำยาแอร์ ห้ามเปิดจุดปิดรูวัดน้ำยาเด็ดขาด เพราะเดี๋ยวมีแอบปล่อยน้ำยาอีก ที่ต้องห้ามเพราะอาจโดนแอบปล่อยน้ำยา จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่
ในบางที่คนที่ไม่รู้ ก็ไปเรียกช่างแอร์ประเภทที่ติดสติ๊กเกอร์เกลื่อนตามหมู่บ้านว่า ล้างแอร์ครั้งละ 300 บาท ปรากฏว่าพอมาแล้วล้างแบบลวกๆ คอยล์ร้อนก็ไม่ล้าง จ้องจะวัดน้ำยาท่าเดียว พอวัดแล้วก็บอกว่าขาด ต้องเติม ปอนด์ละ 30 บาท พอเราบอกไม่เติม ได้เรื่องเลย คืนนั้นแอร์ไม่เย็น คิดดูสิว่าบางคนเคยแอร์ไม่ต้องเติมน้ำยามา 12 ปี พอช่างมาครั้งเดียวน้ำยาหายเกือบหมด พอโทรไปถามก็บอกว่าแอร์รั่วมั้ง ค่าซ่อม 1800 บาท คือจะหาเรื่องเอาค่าซ่อมให้ได้ สุดท้ายลองเติมน้ำยาเอง เติมเสร็จเย็นเหมือนเดิม ค่าน้ำยาไม่ถึง 100 บาท
แอร์ทำงานโดยปกติ จะวัดแรงดันน้ำยาได้แถวๆ 68-70 ปอนด์ และแอร์เป็นระบบปิด หมายถึงน้ำยามันจะไม่รั่วไปไหน ถ้าช่างไม่แอบไปปล่อยตอนวัดน้ำยา มีแอร์บางบ้านอายุ 12 ปีไม่เคยต้องเติมน้ำยา ไม่เคยวัดน้ำยา มันก็เย็นสู้อากาศร้อนได้สบายๆ  
น้ำยาถูกๆ ที่ช่างแอร์ทั่วไปใช้ราคา กิโลละ 50-70 บาท เป็นน้ำยาแอร์คุณภาพต่ำ น้ำยาพวกนี้มีปัญหาคืออาจมีสารปลอมปนสูง มีความชื้นในน้ำยาสูง ความชื้นและสารปลอมปนจะทำให้แอร์ไม่เย็น หรือถ้าชื้นมากๆ ถึงกับทำให้วาล์วฉีดน้ำยาตัน เพราะความชื้นไปจับตัวเป็นน้ำแข็งในระบบแอร์เลย ถ้าวาล์วตัน ความเย็นก็ไม่เหลือ
มีวิธีดูน้ำยาแอร์ปลอม หรือดูว่าน้ำยามีความชื้นสูงไหมด้วยตัวเองมั๊ย??  มีแต่น่าจะยากครับ เพราะมันต้องใช้เครื่องตรวจสอบน้ำยาเครื่องละหลายแสนบาท ส่วนใหญ่ที่จะรู้ว่าโดนน้ำยาแอร์ปลอมคือ เติมไปจนเต็มแล้วแอร์ไม่เย็น หรือเย็นน้อยนั่นล่ะ โดนเข้าไปแล้วครับ
ตอนนี้มีน้ำยาแอร์ R22 จากจีนซึ่งมีราคาถูกทะลักเข้ามามาก ช่างแอร์ชอบเพราะราคาถูกดี กิโลละ 50 บาท แต่มีความชื้นและสารปลอมปนสูงมาก ถ้าขืนเติมเข้าไปปนกับน้ำยาแท้ๆ จากโรงงานล่ะก็ แอร์จะทำความเย็นได้ลดลง กินไฟมากขึ้น แอร์ดีๆ กลายเป็นแอร์ห่วยได้ง่ายๆ เลยครับ
น้ำยาแอร์ดีๆ ของแท้กิโลละ 150 บาท มีช่างจำนวนไม่มากนักใช้ ช่างพวกนี้ฝีมือดี รู้ขั้นตอนในการทำงาน ราคาการให้บริการสูง และหาตัวช่างแบบนี้ยากหน่อย ฝากไว้สำหรับคนที่จะล้างแอร์งวดหน้า อย่าเติมน้ำยาแอร์เด็ดขาด และเลือกใช้บริการจากช่างแอร์ที่เชื่อถือได้ด้วยนะครับ

ขอบคุณที่มา : yutc.blogspot.com

Wednesday, June 25, 2014

ร้อนๆแบบนี้ บอกลาแอร์ห่วย เปลี่ยนแอร์เครื่องใหม่เลยดีกว่า

เมืองไทยกับอากาศร้อนๆ เหมือนเป็นของคู่กันไปแล้วนะคะ จนหลายๆ คนบอกขำๆ ว่า เมืองไทยมี 2 ฤดู คือ ร้อน กับ ร้อนมาก ดังนั้นไม่น่าแปลกใจเลยที่ เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านที่ถือว่าจำเป็นอย่างมาก ที่จะทำให้ชีวิตสบายขึ้น ก็คือ แอร์คอนดิชันเนอร์ หรือเรียกสั้นๆ ว่า แอร์ นั่นเอง

แต่ถ้าแอร์ที่บ้านคุณกำลังประสบปัญหาแอร์ห่วย จนไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไรแล้ว เรียกช่างซ่อมก็หลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังเจอปัญหาแอร์ไม่เย็นอยู่ร่ำไป ลองหันมาเลือกดูแอร์ตัวใหม่ รุ่นใหม่ๆ กันดีกว่า
ปัจจุบันความสามารถของแอร์ก็ถูกพัฒนาขึ้น พร้อมทั้งอัดแน่นด้วยความสามารถพิเศษต่าง ๆ ที่จะทำให้เราสะดวกสบายมากกว่าเดิม ตอบรับอากาศร้อนอย่างบ้านเราได้อย่างดี เราจึงมีแอร์ดีไซน์ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปสดๆ ร้อนๆ อย่างแอร์สามเหลี่ยมมาแนะนำให้รู้จักกันค่ะ

สำหรับแอร์สามเหลี่ยม มีจุดเด่นอยู่ที่รูปร่างหน้าตาที่ถูกออกแบบมาในทรงสามเหลี่ยม ซึ่งแตกต่างไปจากแอร์แบบเดิม ๆ ที่เคยเห็นกันอยู่ทั่วไป และความพิเศษของแอร์ดีไซน์สามเหลี่ยมนี้ ก็คือช่องลมเข้า-ออกที่กว้างขึ้น และพัดลมที่ใหญ่ขึ้นทำให้สามารถสร้างความเย็นได้ดีกว่าโดยช่องลมเข้าที่กว้างขึ้นถึง 39% จะช่วยให้เพิ่มปริมาณอากาศ และเพิ่มความเย็นได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับแอร์แบบเก่า ส่วนช่องลมออกที่กว้างขึ้นถึง 54% ก็ช่วยให้อากาศไหลเวียนได้คล่องขึ้น และมีลมแอร์ออกมากขึ้น สร้างความเย็นได้มากกว่าปกติด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้พัดลมแอร์ก็ยังขยายใหญ่ถึง 98 มิลลิเมตร ทำให้สามารถดูดและกระจายความเย็นให้ทั่วห้องได้เร็วกว่าเดิม เพียงกดสวิตช์เปิดแอร์ในเวลาไม่นาน ทั่วทั้งห้องก็เย็นสบายได้ดังใจ ไม่ต้องเปิดแอร์ทิ้งไว้นานๆ แอร์ไม่เย็นซักทีแบบเดิมอีกต่อไป เริ่ดมาก!!

สำหรับประสิทธิภาพในการทำความเย็นของแอร์ก็ยิ่งเหนือชั้นไม่แพ้กัน เพราะระบบ Fast Cool Mode จะสามารถทำความเย็นได้เร็วขึ้น 26% และระบบ Comfort Cool Mode จะปล่อยลมเบาและปรับทิศทางลมให้อยู่ในตำแหน่งสูง อีกทั้งนวัตกรรมใหม่จะช่วยยกระดับความเย็น โดยจะเย็นครอบคลุมพื้นที่กว่า 5 เมตร แถมยังเพิ่มวงสวิงของใบพัด จาก 20 องศา เป็น 30 องศา ทำให้กระจายลมได้กว้างกว่าเดิม นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นอัจฉริยะ 2 Steps Cooling ในการเร่งอุณหภูมิห้องให้เย็นเร็วขึ้นด้วยพลังลมที่มากกว่าและปรับให้เย็นแบบสม่ำเสมอได้ตามอุณหภูมิที่กำหนดได้ด้วย

หมดกังวลเรื่องปัญหาค่าไฟแพง ด้วยระบบ Digital Inverter ที่ช่วยให้คุณสามารถประหยัดไฟสูงสุดได้ถึง 60% ด้วยการทำความเย็นอย่างรวดเร็วและรักษาระดับความเย็นให้คงที่ยาวนาน ปล่อยความเย็นต่อเนื่องตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีการปรับลดขนาด BTU พร้อมเพิ่มระบบ Zero Standby Power ที่ช่วยประหยัดพลังงานสูงสุด 90% แม้ขณะปิดเครื่องในโหมดพร้อมใช้งาน ที่ปกติต้องกินไฟถึง 8 วัตต์

กลับมาดูจุดที่หลาย ๆ คนให้ความสำคัญ นั่นก็คือเรื่องความสะอาดและการกรองอากาศ ซึ่งมีเทคโนโลยีในการฟอกอากาศบริสุทธิ์ (Virus Doctor) และสามารถตรวจจับแบคทีเรีย ไวรัส หรือสารก่อภูมิแพ้ได้ แถมยังมีแผ่นกรองอากาศความละเอียดสูง (Easy Filter) เคลือบสาร Zeomic ที่เชื้อโรคต่าง ๆ เล็ดลอดผ่านได้ยากเลยทีเดียว โดยสามารถดักฝุ่นและสิ่งสกปรกได้ถึง 60% แน่ะ

เรียกว่าแอร์นี้เป็นแอร์รุ่นใหม่ที่ออกแบบมาสนองความต้องการของคนที่ชื่นชอบความทันสมัยของเทคโนโลยี เน้นความสวยงามแปลกใหม่ของดีไซน์มีความสะดวกสบาย ทำความเย็นได้สุดขั้ว บ๊าย บาย แอร์ไม่เย็นกันซะที

Tuesday, April 29, 2014

แอร์ไม่เย็น แอร์ห่วย อย่าเพิ่งโทษแอร์ ลองตรวจสอบแอร์ก่อน

ปัญหาแอร์ไม่เย็นส่วนใหญ่ เรามักจะโทษว่า แอร์ห่วย และพบว่า "น้ำยาแอร์" จะเป็นจำเลยที่ 1 ก่อนเสมอ ในความเป็นจริงแม้เราจะทราบว่าสาเหตุที่แอร์ไม่เย็นนั้นมีอยู่อีกหลายสิ่งหลายอย่างก็ตาม เป็นการยากที่ผู้ที่ทำธุรกิจทางด้านนี้จะออกมากล่าวเช่นนั้น เพราะอาจถูกเพ่งเล็งว่าพูดเพื่อเข้าข้างตนเองก็อาจพิจารณาได้
ส่วนสาเหตุที่แอร์ห่วย แอร์ไม่เย็นอาจเป็นเช่นนี้
-ใช้ไดเออร์เหมาะสมกับน้ำยาหรือไม่ เช่นสาร HFCs แต่ใช้ไดเออร์ของสาร CFCs หรือลูกผสมมันก็ไม่ Work เพราะขนาดของโมเลกุลมันต่างกัน Molecular Sieve ก็ย่อมต่างกันไงครับ
-ใช้น้ำมัน MO กับสาร HFCs ก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่มันไม่รวมกันมันแยกกันไปคนละทิศละทางและมันก็ไม่อาจพาน้ำมันให้ไหลกลับเข้าคอมฯ ในอัตราส่วนที่ควรจะเป็น คอมพ์ก็ร้อน เครื่องก็น็อค แอร์ก็พัง
-ส่วนแผงระบายความร้อน matching กับระบบของน้ำยาหรือไม่ น้ำยาบางชนิดดูดซับความร้อนมาเร็ว แต่ถ้าแผงร้อนระบายไม่ทันมันก็ไม่เย็นหรือน็อคนั่นเอง
-แผงคอยล์เย็น Matching กับระบบของน้ำยาหรือไม่
-คอมเพรสเซอร์เหมาะสมหรือไม่เช่นนำคอมพ์ R22 มาใช้กับ R404a แบบนี้จะไปเหลือหรือครับ
-มีสิ่งสกปรกในระบบหรือในท่ออันเนื่องมาจากการเชื่อมท่อหรือไม่
-ไม่อยาก Flushing ระบบเพราะไม่อยากทำเพราะมันซ้ำซ้อนเสียเวลาหรือหาข้ออ้างนานัปการ
- แฟลร์ขันไม่แน่นทำให้น้ำยารั่วนี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ท่านต้องพิจารณา
-วิธีการเติมน้ำยาแอร์ทำถูกต้องหรือไม่ สารทำความเย็นรุ่นใหม่ ๆ เขาให้ถ่ายออกเป็นของเหลว แล้วคอนโทรล Liquid ด้วย Manifold Gauge นั้นเราทำถูกต้องหรือไม่
คราวหน้าถ้าแอร์ไม่เย็น อย่าเพิ่งโทษแอร์ ว่าแอร์อะไรเนี่ย  แอร์ห่วยที่สุดในโลก
ลองมองสิ่งรอบข้างเหล่านี้ดูก่อน คุณอาจพบว่า วิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วย ว่าบางทีแอร์ไม่เย็นมันไม่ได้แปลว่าน้ำยาแอร์ที่คุณใช้อยู่ไม่ดีก็เป็นได้ จึงควรตรวจตราให้ดีก่อนฟันธงชัวร์ที่สุดครับ

ที่มาข้อมูล : blueplanet.co.th

Tuesday, April 22, 2014

แก้ก่อนจะสาย ปัญหาแอร์ห่วยที่สุดในโลก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ

ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องแอร์ห่วยมีกลิ่นอับ น้ำหยด จะดูไม่หนักหนามากนักถ้าเทียบกับเรื่องปัญหาแอร์ไม่เย็น แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะคุณจะมานั่งเครียดว่าทำไมแอร์ห่วยที่สุดในโลกเลย ส่งผลต่อสุขภาพจิตและกาย และการใช้ชีวิตในบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากมีแขกมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน คงไม่ดีนักที่เราจะต้องมานั่งอุดจมูก นั่งร้อนๆ แล้วคุยกัน ใช่ไหมครับ  มาดูกันว่าเราจะตรวจสอบและแก้ไข้กับปัญหาเหล่านี้อย่างไร
1. แอร์ห่วยๆ อยู่ดีๆ ก็มีน้ำหยด
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับแอร์กันก่อน เนื่องจากแอร์นั้นจะผลิตลมเย็นเพื่อเป่าออกมา ดังนั้น  จึงมีการระเหยของไอเย็นภายใน ทำให้เกิดเป็นน้ำขึ้นมา ซึ่งโดยปกติแล้ว แอร์จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยนี้ไหลออกมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ถือเป็นอาการที่ดี ซึ่งแสดงว่าแอร์ของเรามีความชื้นสูง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดซับความชื้นออกจากห้องที่เราอยู่ แต่หากมีน้ำหยดมากจนเกินไป อาจเกิดจากท่อน้ำตันเพราะสิ่งสกปรก
2. แอร์ห่วย ไม่เย็นดั่งใจเราเลย
เมื่อแอร์เย็นไม่ได้ดั่งใจเรา ปัญหาหลักๆ ที่มักพบก็คือ การขาดการเติมน้ำยาแอร์มาเป็นเวลานาน ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรเติมน้ำยาแอร์ปีละ 2 ครั้ง และล้างแอร์สม่ำเสมอ แต่ก็อย่าลืมนึกถึงปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่นห้องอาจมีขนาดใหญ่เกินกำลังของเครื่อง อากาศภายนอกห้องร้อนมากๆ คอมเพรสเซอร์ไม่มีกำลังมากพอ หรืออาจเกิดจากมีสิ่งสกปรกมากมายติดอยู่อยู่ภายใน ทำให้แอร์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรไม่เย็นดั่งใจเรา จึงคิดว่าเกิดอาการแอร์ห่วยขึ้นมาอีกแล้ว ยังไงก็ควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนนะ
3. แอร์ห่วย แอร์เสียงดัง น่ารำคาญ
เสียงภายในแอร์นั้น หากเป็นแอร์ที่ผ่านการใช้งานมานาน อาจเกิดจากโครงสร้างที่เสื่อมสภาพ อุปกรณ์ภายในชำรุด หรืออาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดอยู่ภายใน เช่น แมลงหรือฝุ่นต่างๆ ทางที่ดี เราควรเรียกช่างมาตรวจเช็คสภาพแอร์
4. แอร์ห่วยกินไฟเกินไปหรือเปล่า
หากเราได้ตรวจสอบว่าเดือนไหนที่เราใช้แอร์ แล้วค่าไฟเพิ่มผิดปกติ สาเหตุอาจจะมาจากแอร์ตัวเก่งของเราเองนั่นแหละ หากเราไม่ได้ทำการดูแลรักษามันมาอย่างยาวนานพอสมควร ก็คงถึงเวลาที่จะต้องทำการตรวจเช็คว่า ระบบแอร์ของเรานั้นยังทำงานปกติอยู่หรือเปล่า
5. น้ำแข็งเกาะแอร์
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำแข็งเกาะนั้นก็คือ น้ำยาแอร์มีการรั่วซึมเกิดขึ้น ทำให้ระบบมีน้ำยาแอร์น้อยเกินไป หรืออาจจะเกิดจากมอเตอร์ไม่มีแรงหมุนมากพอ เพราะฉะนั้น ต้องทำการเช็คท่อน้ำยาแอร์ให้ดี
6. เปิดแอร์ปุ๊บไฟดับปั๊บ
เมื่อเข้าบ้านมาแล้วเปิดแอร์ แต่ดันไฟตกทั้งบ้าน คงเพิ่มความหงุดหงิดให้เราไม่น้อย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องป้องกันนั่นก็คือ การตรวจเช็คว่าสายไฟชำรุดหรือหลวม กำลังไฟฟ้าไม่พอเนื่องจากเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟหลายตัวในเวลาเดียวกัน หรืออาจเกิดจากคอมเพรสเซอร์เสื่อมก็เป็นได้
และนี่ก็เป็นอาการเบื้องต้น ของปัญหาแอร์ห่วย ที่เราทุกคนสามารถสังเกตเครื่องปรับอากาศของเราได้เองง่ายๆ หากมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ถ้าเกินความสามารถก็ขอให้โทรเรียกช่างมาซ่อมทันที แก้ก่อนจะสาย ก่อนจะต้องมาเสียเงินซื้อแอร์ใหม่ดีกว่า

Tuesday, April 15, 2014

วิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วย แอร์ไม่เย็น ให้กลับมาเย็นชื่นใจดังเดิม

หน้าร้อนแบบนี้ อากาศภายใจมันร้อนได้ใจมาก  เลิกงานอุตส่าห์กลับมาถึงบ้านทั้งที แทนที่จะได้พบกับความเย็นสดชื่นจากแอร์ แต่กลับมีแค่ลมร้อนๆ โชยออกมาจากตัวแอร์ซะอย่างนั้น ทำให้เราโทษแอร์ว่าแอร์ห่วยอย่างนั้น ห่วยอย่างนี้ แล้วเราจะมีการตรวจเช็คและวิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วยยังไงมาดูกัน

1. เช็ครีโมทแอร์ก่อนได้เลย
ขั้นแรกควรสังเกตที่รีโมตแอร์ก่อนว่าเรามีการตั้งอุณหภูมิเอาไว้สูง หรือตั้งโหมดการทำงานถูกหรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามีคนไปกดรีโมทแอร์แบบไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นการตรวจสอบเบื้องต้นแบบนี้ เพื่อนๆ จะได้ชัวร์และไม่ต้องเสียเวลาในการเรียกช่างแอร์มาตรวจสอบ 

2. เช็คสภาพภายในห้องให้เรียบร้อย
ตั้งระดับอุณหภูมิในห้องสูงเกินไปไหม รวมถึงเช็คสภาพห้องด้วยว่ามีการเปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้จนความเย็นรั่วไหลหรือเปล่า มีการใช้งานอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนอย่างเตารีดอยู่ในห้องหรือไม่ มีสิ่งของกีดขวางทางลมหรือเปล่า และในห้องมีคนอยู่มากเกินไปมั้ย? ปัจจัยทั้งหมดนี้ต่างก็ส่งผลต่อการสร้างความเย็นภายในห้องได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าเราเช็คแล้วว่า การที่แอร์ไม่เย็น ไม่ได้เกิดจากการตั้งรีโมทผิดหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ว่ามา ขั้นต่อไป เราก็ควรสังเกตด้วยว่ามีชิ้นส่วนใดของตัวแอร์ที่ไม่ทำงานบ้าง มีน้ำหยด หรือมีน้ำแข็งเกาะหรือเปล่า? หากมีอาการเหล่านี้ควรปิดแอร์ทันที

3. ถ้าแอร์ไม่เย็น แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน ทำยังไง?
หากเราเปิดกรณีอาการแอร์ไม่เย็น แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน โดยทั่วไป มักจะมีสาเหตุมาจาก
แอร์สกปรก ต้องทำการล้างแอร์ด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งความถี่ในการล้างและตรวจสอบแอร์ที่บ้าน ควรเป็นปีละ 4 ครั้งเป็นอย่างต่ำ
- น้ำยาแอร์ขาด ควรทำการตรวจสอบและการเติมน้ำยาแอร์ปีละ 2 ครั้ง โดยให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นคนประเมินว่า ควรเติมน้ำยาเข้าไปที่ตัวแอร์เท่าไหร่

- มีอาการตันของระบบน้ำยาแอร์ ต้องทำการเปลี่ยน Capillary Tube (ตัวฉีดน้ำยา), ตัวกรองความชื้น และระบบเติมน้ำยา เช่นกันครับ หากมีน้ำยาแอร์มีการอุดตัน เราก็จะต้องทำการเปลี่ยนอะไหล่เป็นชื้นใหม่ ซึ่งเราควรทำการตรวจเช็คสภาพแอร์ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้เราทราบได้ทันทีว่า อุปกรณ์ภายในของแอร์ตัวใดเกิดอาการเสื่อมสภาพบ้าง จะได้ซ่อมแอร์เปลี่ยนอะไหล่ได้ทันท่วงที ไม่มีลมร้อนให้เสียอารมณ์นั่นเอง

4. ถ้าแอร์ไม่เย็น และคอมเพรสเซอร์ก็ไม่ทำงาน ทำยังไง?
- สายไฟที่เชื่อมต่อป้อนไฟฟ้าไปที่ตัวแอร์ อาจมีการชำรุด หลุด หรือขาด ซึ่งวิธีแก้ก็คือ เราจะต้องทำการตรวจเช็ค หาจุดที่สายไฟเสียหาย และให้ช่างผู้ชำนาญการเข้ามาเปลี่ยนใหม่
- อะไหล่ส่วนของการควบคุมแอร์ชำรุดเสียหาย โดยปกติแล้วตัวแอร์จะมีชิ้นส่วนอยู่หลายตัว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมแอร์ หากมีการชำรุดแล้วล่ะก็ จำเป็นจะต้องแจ้งให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนหรือส่งซ่อมที่ศูนย์บริการของผู้ผลิตเท่านั้น

5. ถ้าแอร์ไม่เย็น แถมยังมีเสียงดังออกมาอีกล่ะ จะต้องทำยังไง?
หากแอร์ไม่เย็นแต่กลับมีเสียงดังออกมาจากตัวเครื่อง แอร์ของเพื่อนๆ อาจจะมีอาการเช่นนี้
แอร์สกปรก แก้ไขด้วยการล้างโดยปั๊มน้ำแรงดันสูงอย่างสม่ำเสมอ 4 ครั้งต่อปี ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาพื้นฐาน แนะนำให้ช่างแอร์ที่มีประสบการณ์มาทำนะครับ เนื่องจากหากทำการถอดแอร์เพื่อล้างเรียบร้อยแล้ว แต่หากมีการประกอบแอร์หลังจากการล้างแอร์ไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดเสียดังรบกวนออกมาได้
- มอเตอร์ของบานสวิงหน้าแอร์เสีย หรือขาบานสวิงหัก ทำให้ลมเย็นจากแอร์ไม่ออกมาอย่างเต็มที่ ก็ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ นอกจากนั้นหากมอเตอร์พัดลมเสื่อมสภาพ ใบพัดลมตีกับโครงแอร์ ก็ยิ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้แอร์ไม่เย็นและเสียงดังยิ่งกว่าเดิม ควรเรียกช่างผู้ชำนาญการ มาตรวจเช็คหาจุดที่กระทบกันโดยเร่งด่วน

6. แอร์มีน้ำหยดลงมาจากตัวเครื่อง แบบนี้ต้องทำยังไง?
- โดยปกติแล้ว แอร์จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยนี้ไหลออกมาตลอดเวลา ถือเป็นอาการที่ดี ซึ่งแสดงว่าแอร์ของเรามีความชื้นสูง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดซับความชื้นออกจากห้องที่เราอยู่ แต่หากมีน้ำหยดมากจนเกินไป อาจเกิดจากท่อน้ำตันเพราะสิ่งสกปรก ให้แก้ไขด้วยการล้างแอร์ด้วยปั้มแรงดันสูง

ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอาการและการแก้ปัญหาเบื้องต้นในกรณีทื่ท่านคิดว่าแอร์ไม่เย็น อย่างไรก็ดีหากเราไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร เราขอแนะนำให้เพื่อนๆ ดำเนินการโทรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไข จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแอร์ห่วยที่จะเกิดขึ้น และแอร์บ้านท่านจะได้กลับมาเย็นชื่นใจดังเดิม

Thursday, February 20, 2014

เมื่อแอร์เริ่มห่วย มีกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ เราจะรับมือกับปัญหาแอร์ห่วยอย่างไร


ถึงแม้ว่าปัญหาเรื่องแอร์บ้านห่วยมีกลิ่นอับ จะดูไม่หนักหนามากนักถ้าเทียบกับเรื่องปัญหาแอร์ไม่เย็น แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาสำคัญที่ควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพราะส่งผลต่อการใช้ชีวิตในบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหากมีแขกมาเยี่ยมเยียนที่บ้าน คงไม่ดีนักที่เราจะต้องมานั่งอุดจมูกแล้วคุยกันใช่ไหมครับ

ดังนั้นเรามาดูสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วยมีกลิ่นอับกันเลยดีกว่า

1. แอร์มีกลิ่นอับเพราะความชื้น
บางครั้ง การเปิดแอร์ทิ้งไว้นานๆ แล้วก็ปิดแอร์ทันทีที่เลิกใช้เลยนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดความชื้นสะสมภายในตัวแอร์ ทำให้อากาศที่ออกจากตัวแอร์เกิดเป็นกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์

วิธีแก้ไขคือ
ก่อนที่เพื่อนๆ จะปิดแอร์ทุกครั้ง ให้เราเปิด FAN mode หรือโหมดพัดลม แล้วปรับลมในระดับที่แรงพอสมควร เปิดพัดลมของแอร์ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ถึง 1 ชั่วโมง (อาจจะใช้วิธีตั้งเวลาปิดเครื่องไว้ก็ได้ครับ) ที่ทำเช่นนี้เพื่อไล่ความชื้นของแอร์ที่สะสมตรงคอยล์เย็นออกไป อีกทั้งเป็นการการกำจัดกลิ่นที่ค้างสะสมด้วยครับ กลิ่นอับก็จะค่อยๆ ลดหายลงไปครับ

นอกจากนั้นเคล็ดลับเพิ่มเติมคือ หลังจากปิดแอร์ยังไม่ควรรีบเปิดหน้าต่าง ควรรอสักพักก่อน และหมั่นตรวจเช็คแผ่นกรองฝุ่นแอร์อยู่เสมอ อย่าให้มีฝุ่นเกาะจนหนามากเกินไป อาจทำให้การระบายอากาศไม่ดีนัก และเปลืองค่าไฟอีกด้วย

2. แอร์มีกลิ่นอับห่วยๆเพราะมีน้ำทิ้งค้างอยู่ในถาดน้ำทิ้ง
ส่วนใหญ่แล้วสาเหตุการเกิดกลิ่นอับประเภทนี้ มักจะเกิดจากการติดตั้งแอร์ไม่ได้ระดับความเอียงที่เหมาะสม ทำให้หยดน้ำที่เกิดขึ้นจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศขณะเปิดแอร์ไหลออกไม่สะดวก ด้วยสาเหตุนี้อาจเรียกว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แอร์ของคุณมีกลิ่นห่วยๆพ่นออกมาจากตัวแอร์ก็เป็นได้

ประกอบกับบางทีท่อน้ำทิ้งที่ส่งออกไปภายนอกห้อง อาจมีการติดตั้งที่ได้องศาการเอียงไม่พอ ก่อให้เกิดน้ำขังในท่อ และน้ำที่ท่วมขังนั่นเอง ที่กลายเป็นบ่อเกิดเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราสะสมอยู่ในถาดน้ำทิ้งจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดกลิ่นอับ และอาจทำให้สุขภาพการหายใจในบ้านของเราไม่ดีตามไปด้วยครับ

วิธีแก้ไขคือ

ควรทำการจ้างผู้ชำนาญมาล้างแอร์ให้สะอาดด้วยปั๊มน้ำแรงดันสูงอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยได้ครับ นอกจากนั้นควรที่จะตรวจสอบการติดตั้งแอร์ให้ดี เช็คว่าระบบการเดินท่อน้ำทิ้งไม่ทำให้น้ำขังอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งของตัวแอร์ เท่านี้ก็จะช่วยลดอาการของกลิ่นอับได้แล้วครับ

3. แอร์มีกลิ่นอับเพราะอากาศที่ไหลย้อนมาทางท่อน้ำทิ้ง
สาเหตุของกลิ่นอับจากแอร์ประเภทนี้ก็คือ การที่เราทำการติดตั้งแอร์บ้าน โดยเชื่อมต่อท่อระบายน้ำจากตัวแอร์ออกไปสู่ท่อระบายน้ำของบ้านโดยตรง ส่งผลให้บางครั้งอาจจะมีกลิ่นเหม็นจากท่อระบายน้ำ ถูกดูดย้อนกลับเข้ามาในห้องได้ครับ

วิธีแก้ไขคือ
วิธีแก้ไขคือต้องย้ายท่อน้ำทิ้งไปลงที่อื่นที่ไม่ให้ลงท่อระบายน้ำโดยตรง หรือหากเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ก็ควรจะต้องทำที่อุดกั้นกลิ่นติดตั้งไว้ที่ปลายท่องน้ำทิ้งของแอร์ทดแทน แต่ต้องระมัดระวังเรื่องที่ตัวอุดอาจจะกลายเป็นที่สะสมน้ำในท่อด้วยนะครับ

4. แอร์มีกลิ่นอับเพราะในห้องแอร์ที่มีการทำอาหาร หรือการสูบบุหรี่
โดยปกติแล้วในห้องแอร์ มักจะเป็นห้องที่มีการปิดทึบ เพื่อไม่ให้อากาศร้อนจากภายนอกไหลเข้า และไม่ให้อากาศเย็นจากภายในไหลออก ดังนั้นการทำกิจกรรมใดๆ ที่ก่อให้เกิดกลิ่น โดยเฉพาะการทำอาหาร การนำอาหารที่กลิ่นจัดเข้ามาทานในห้อง รวมไปถึงการสูบบุหรี่ ฯลฯ ย่อมทำให้อาการภายในห้องนั้นเกิดกลิ่นขึ้นมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

วิธีแก้ไขคือ
วิธีแก้ไขก็คือ ให้ปิดแอร์ แล้วเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท จนกว่ากลิ่นอาหารหรือกลิ่นบุหรี่จะหมดไป จากนั้นค่อยให้ผู้ชำนาญการมาทำการล้างแอร์ให้สะอาดหมดจด เท่านี้ก็มั่นใจได้ว่ากลิ่นอับของแอร์จะหายไปแล้วล่ะครับ

หรือหากห้องนั้นๆ มีความจำเป็นที่จะต้องใช้ทำกิจกรรมที่มีกลิ่นจริงๆ เพื่อนๆ อาจเลือกที่จะติดตั้งพัดลมระบายอากาศ ไว้สำหรับถ่ายเทอากาศออกจากห้องเพิ่มอีกทางหนึ่งได้ครับ แต่อาจมีข้อเสียตรงที่อาจทำให้แอร์ทำงานหนักขึ้นได้ เพราะเมื่อมีการระบายอากาศออกจากห้อง ก็จะมีอากาศในปริมาณเท่ากันไหลเข้ามาในห้องเพื่อทดแทนอากาศส่วนที่ถูกระบายทิ้งออกไป ส่งผลให้แอร์ต้องทำงานหนักขึ้น เพื่อทำให้อากาศร้อนจากภายนอกที่เข้ามาเย็นลงนั่นเองครับ

และนี่คือสาเหตุ รวมถึงวิธีแก้ปัญหาเรื่องกลิ่นอับของแอร์ที่เรานำมาให้ความรู้กันในวันนี้ครับ กลิ่นอับของแอร์นั้นสามารถจางหายไปได้ และก็สามารถกลับมาอีกได้เช่นกัน ถ้าขาดการบำรุงรักษาที่ดี เพราะฉะนั้นเราควรล้างแอร์และตรวจสอบอุปกร์ต่างๆอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี โดยช่างผู้ชำนาญการ แล้วพยายามทำความสะอาดพื้นห้อง อุปกรณ์เครื่องนอนบ่อย ๆ เพื่อลดปริมาณ ฝุ่นละออง เพียงเท่านี้ปัญหาแอร์ห่วย มีกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ ก็จะหายไปจากบ้านของเพื่อนๆ แน่นอนครับ

Tuesday, February 11, 2014

แอร์บ้านมีแต่ลมร้อน มีวิธีตรวจสอบแอร์ห่วยอย่างไร



อุตส่าห์กลับมาถึงบ้านทั้งที แทนที่จะได้พบกับความเย็นสดชื่นจากแอร์บ้าน แต่กลับมีแค่ลมร้อนๆ โชยออกมาจากตัวแอร์ซะอย่างนั้น ทำให้เราโทษแอร์ว่าแอร์ห่วยอย่างนั้น ห่วยอย่างนี้ แล้วเราจะมีวิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วยยังไง วันนี้เราจะนำความรู้มาแชร์กัน

1. เช็ครีโมทแอร์ก่อนได้เลย
ขั้นแรกควรสังเกตที่รีโมตแอร์ก่อนว่าเรามีการตั้งอุณหภูมิเอาไว้สูง หรือตั้งโหมดการทำงานถูกหรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่ามีคนไปกดรีโมทแอร์แบบไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นการตรวจสอบเบื้องต้นแบบนี้ เพื่อนๆ จะได้ชัวร์และไม่ต้องเสียเวลาในการเรียกช่างแอร์มาตรวจสอบ


2. เช็คสภาพภายในห้องให้เรียบร้อย
ตั้งระดับอุณหภูมิในห้องสูงเกินไปไหม รวมถึงเช็คสภาพห้องด้วยว่ามีการเปิดประตูหรือหน้าต่างทิ้งไว้จนความเย็นรั่วไหลหรือเปล่า มีการใช้งานอุปกรณ์ที่เป็นแหล่งกำเนิดความร้อนอย่างเตารีดอยู่ในห้องหรือไม่ มีสิ่งของกีดขวางทางลมหรือเปล่า และในห้องมีคนอยู่มากเกินไปมั้ย? ปัจจัยทั้งหมดนี้ต่างก็ส่งผลต่อการสร้างความเย็นภายในห้องได้ทั้งนั้น

แต่ถ้าเราเช็คแล้วว่า การที่แอร์ไม่เย็น ไม่ได้เกิดจากการตั้งรีโมทผิดหรือปัจจัยอื่นๆ ที่ว่ามา ขั้นต่อไป เราก็ควรสังเกตด้วยว่ามีชิ้นส่วนใดของตัวแอร์ที่ไม่ทำงานบ้าง มีน้ำหยด หรือมีน้ำแข็งเกาะหรือเปล่า? หากมีอาการเหล่านี้ควรปิดแอร์ทันที



3. ถ้าแอร์ไม่เย็น แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน ทำยังไง?
หากเราเปิดกรณีอาการแอร์ไม่เย็น แต่คอมเพรสเซอร์ทำงาน โดยทั่วไป มักจะมีสาเหตุมาจาก
- แอร์บ้านสกปรก ต้องทำการล้างทั้งเครื่องแอร์ด้วยกรรมวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งความถี่ในการล้างและตรวจสอบแอร์ที่บ้านปี ควรเป็นปีละ 4 ครั้งเป็นอย่างต่ำ

- น้ำยาแอร์ขาด ควรทำการตรวจสอบและการเติมน้ำยาแอร์ปีละ 2 ครั้ง โดยให้ช่างผู้ชำนาญการเป็นคนประเมินว่า ควรเติมน้ำยาเข้าไปที่ตัวแอร์เท่าไหร่ (โดยปกติจะใช้น้ำยาแอร์แรงดันประมาณ 70-80 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว)

- มีอาการตันของระบบน้ำยาแอร์ ต้องทำการเปลี่ยน Capillary Tube (ตัวฉีดน้ำยา), ตัวกรองความชื้น และระบบเติมน้ำยา เช่นกันครับ หากมีน้ำยาแอร์มีการอุดตัน เราก็จะต้องทำการเปลี่ยนอะไหล่เป็นชื้นใหม่ ซึ่งเราควรทำการตรวจเช็คสภาพแอร์ที่บ้านอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยให้เราทราบได้ทันทีว่า อุปกรณ์ภายในของแอร์ตัวใดเกิดอาการเสื่อมสภาพบ้าง จะได้เปลี่ยนอะไหล่ได้ทันท่วงที ไม่มีลมร้อนให้เสียอารมณ์นั่นเอง

4. ถ้าแอร์ไม่เย็น และคอมเพรสเซอร์ก็ไม่ทำงาน ทำยังไง?
- สายไฟที่เชื่อมต่อป้อนไฟฟ้าไปที่ตัวแอร์ อาจมีการชำรุด หลุด หรือขาด ซึ่งวิธีแก้ก็คือ เราจะต้องทำการตรวจเช็ค หาจุดที่สายไฟเสียหาย และให้ช่างผู้ชำนาญการเข้ามาเปลี่ยนใหม่
- อะไหล่ส่วนของการควบคุมแอร์ชำรุดเสียหาย โดยปกติแล้วตัวแอร์จะมีชิ้นส่วนอยู่หลายตัว ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมแอร์ ไม่ว่าจะเป็นตัวตัดต่อวงจรไฟฟ้า, แคปสตาร์ท หรือแผงควบคุมหลักของตัวเครื่อง ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้หากมีการชำรุดแล้วล่ะก็ จะเป็นจะต้องแจ้งให้ช่างเข้ามาเปลี่ยนหรือส่งซ่อมที่ศูนย์บริการของผู้ผลิตเท่านั้น

5. ถ้าแอร์ไม่เย็น แถมยังมีเสียงดังออกมาอีกล่ะ จะต้องทำยังไง?
หากแอร์ไม่เย็นแต่กลับมีเสียงดังออกมาจากตัวเครื่อง แอร์ของเพื่อนๆ อาจจะมีอาการเช่นนี้ครับ
- แอร์สกปรก แก้ไขด้วยการล้างโดยปั๊มน้ำแรงดันสูงอย่างสม่ำเสมอ 4 ครั้งต่อปี ซึ่งถือเป็นวิธีแก้ปัญหาพื้นฐาน แนะนำให้ช่างแอร์ที่มีประสบการณ์มาทำนะครับ เนื่องจากหากทำการถอดแอร์เพื่อล้างเรียบร้อยแล้ว แต่หากมีการประกอบแอร์หลังจากการล้างไม่ดี ก็อาจทำให้เกิดเสียดังรบกวนออกมาได้

- มอเตอร์ของบานสวิงหน้าแอร์เสีย หรือขาบานสวิงหัก ทำให้ลมเย็นจากแอร์ไม่ออกมาอย่างเต็มที่ ก็ถือเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอร์ไม่เย็นได้ นอกจากนั้นหากมอเตอร์พัดลมเสื่อมสภาพ ใบพัดลมตีกับโครงแอร์ ก็ยิ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้แอร์ไม่เย็นและเสียงดังยิ่งกว่าเดิม ควรเรียกช่างผู้ชำนาญการ มาตรวจเช็คหาจุดที่กระทบกันโดยเร่งด่วน


6. แอร์มีน้ำหยดลงมาจากตัวเครื่อง แบบนี้ต้องทำยังไง?
- โดยปกติแล้ว แอร์จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยนี้ไหลออกมาตลอดเวลา ถือเป็นอาการที่ดี ซึ่งแสดงว่าแอร์ของเรามีความชื้นสูง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดซับความชื้นออกจากห้องที่เราอยู่ แต่หากมีน้ำหยดมากจนเกินไป อาจเกิดจากท่อน้ำตันเพราะสิ่งสกปรก ให้แก้ไขด้วยการล้างแอร์ด้วยปั้มแรงดันสูง


ทั้งหมดนี้ ถือเป็นอาการและการแก้ปัญหาเบื้องต้นในกรณีที่แอร์บ้านเราไม่เย็น อย่างไรก็ดีหากเราไม่แน่ใจว่าจะแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร เราขอแนะนำให้เพื่อนๆ ดำเนินการโทรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไข จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาแอร์ห่วยที่จะเกิดขึ้น

Thursday, January 30, 2014

6 ปัญหาแอร์ห่วยๆ ที่เราไม่อยากเจอ


เกร็ดเล็กน้อย สำหรับการเช็คเครื่องปรับอากาศมีปัญหาด้วยตนเอง

1. แอร์ห่วยๆอยู่ดีๆ ก็มีน้ำหยด
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จักกับแอร์กันก่อน เนื่องจากแอร์นั้นจะผลิตลมเย็นเพื่อเป่าออกมา ดังนั้น  จึงมีการระเหยของไอเย็นภายใน ทำให้เกิดเป็นน้ำขึ้นมา

ซึ่งโดยปกติแล้ว แอร์จะมีน้ำที่เกิดจากการระเหยนี้ไหลออกมาตลอดเวลาอยู่แล้ว ถือเป็นอาการที่ดี ซึ่งแสดงว่าแอร์ของเรามีความชื้นสูง เพราะหน้าที่ของมันคือการดูดซับความชื้นออกจากห้องที่เราอยู่ แต่หากมีน้ำหยดมากจนเกินไป อาจเกิดจากท่อน้ำตันเพราะสิ่งสกปรก

2. แอร์มีปัญหา แอร์ไม่เย็นดั่งใจเราเลย
เมื่อแอร์เย็นไม่ได้ดั่งใจเรา ปัญหาหลักๆ ที่มักพบก็คือ การขาดการเติมน้ำยาแอร์มาเป็นเวลานาน ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรเติมน้ำยาแอร์ปีละ 2 ครั้ง แต่ก็อย่าลืมนึกถึงปัจจัยอื่นประกอบด้วย เช่นห้องอาจมีขนาดใหญ่เกินกำลังของเครื่อง อากาศภายนอกห้องร้อนมากๆ คอมเพรสเซอร์ไม่มีกำลังมากพอ หรืออาจเกิดจากมีสิ่งสกปรกมากมายติดอยู่อยู่ภายใน ทำให้แอร์ทำงานไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควรไม่เย็นดั่งใจเรา จึงคิดว่าแอร์เกิดอาการห่วยขึ้นมาอีกแล้ว ยังไงก็ควรตรวจสอบเบื้องต้นก่อนนะ

3. แอร์ห่วย แอร์เสียงดัง น่ารำคาญ
เสียงภายในแอร์นั้น หากเป็นแอร์ที่ผ่านการใช้งานมานาน อาจเกิดจากโครงสร้างที่เสื่อมสภาพ อุปกรณ์ภายในชำรุด หรืออาจมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดอยู่ภายใน เช่น แมลงหรือฝุ่นต่างๆ ทางที่ดี เราควรเรียกช่างมาตรวจเช็คสภาพแอร์

4. แอร์ห่วยกินไฟเกินไปหรือเปล่า
หากเราได้ตรวจสอบว่าเดือนไหนที่เราใช้แอร์ แล้วค่าไฟเพิ่มผิดปกติ สาเหตุอาจจะมาจากแอร์ตัวเก่งของเราเองนั่นแหละ หากเราไม่ได้ทำการดูแลรักษามันมาอย่างยาวนานพอสมควร ก็คงถึงเวลาที่จะต้องทำการตรวจเช็คว่า ระบบแอร์ของเรานั้นยังทำงานปกติอยู่หรือเปล่า

5. น้ำแข็งเกาะแอร์
สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาน้ำแข็งเกาะนั้นก็คือ น้ำยาแอร์มีการรั่วซึมเกิดขึ้น ทำให้ระบบมีน้ำยาแอร์น้อยเกินไป หรืออาจจะเกิดจากมอเตอร์ไม่มีแรงหมุนมากพอ เพราะฉะนั้น ต้องทำการเช็คท่อน้ำยาแอร์ให้ดี



6. เปิดแอร์ปุ๊บไฟดับปั๊บ
หากเรากำลังรู้สึกร้อน แต่เมื่อเข้าบ้านมาแล้วเปิดแอร์ แต่ดันไฟตกทั้งบ้าน คงเพิ่มความหงุดหงิดให้เราไม่น้อย ดังนั้น สิ่งที่เราต้องป้องกันนั่นก็คือ การตรวจเช็คว่าสายไฟชำรุดหรือหลวม กำลังไฟฟ้าไม่พอเนื่องจากเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟหลายตัวในเวลาเดียวกัน หรืออาจเกิดจากคอมเพรสเซอร์เสื่อมก็เป็นได้

และนี่ก็เป็นอาการเบื้องต้น ที่เราทุกคนสามารถสังเกตเครื่องปรับอากาศของเราได้เองง่ายๆ   หากมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้น ก็ขอให้โทรเรียกช่างมาซ่อมทันที

Wednesday, January 29, 2014

ปัญหาแอร์ห่วย เสียงดัง เกิดจากอะไร


ใกล้หน้าร้อนแบบนี้ หลายคนก็คงต้องหวังพึ่งแอร์เพื่อทำให้อากาศภายในบ้านสดชื่น แต่พอเปิดใช้งานปุ๊บ!   อาการห่วยเริ่มมา มีเสียงประหลาดๆ ดังออกมาจากแอร์ในระหว่างทำงานไปเสียนี่ ซึ่งอันที่จริงแล้วการที่แอร์บ้านมีเสียงขึ้นมาได้นั้น มีอยู่หลายสาเหตุ ซึ่งครั้งนี้เราจะมานำเสนอให้เพื่อนๆ ได้ทราบกันนะครับ

แอร์ห่วย แอร์เสียงดัง ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุดังต่อไปนี้ครับ

1. แอร์มีเสียงดังเนื่องจาก คอยล์เย็นเสื่อมสภาพ
ในแอร์นั้นจะมีพัดลมตัวใหญ่ที่จะคอยทำหน้าที่ดูด-เป่าอากาศภายในห้อง ซึ่งภายในพัดลมนั้นก็จะมีชิ้นส่วนที่เรียกว่าตลับลูกปืนพัดลม หรือแบริ่งมอเตอร์อยู่ภายใน หากชิ้นส่วนนี้เกิดการเสื่อมสภาพ หรือจารบีที่ใส่ไว้ในตลับลูกปืนแห้ง ก็จะทำให้แอร์มีเสียงดังในขณะที่พัดลมแอร์กำลังทำงานนั่นเอง ของที่ใช้ไปนานๆก็ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามอายุนะครับ

2. ถ้าหากเป็นแอร์ที่เก่ามากๆ อาจเกิดเสียงดังเวลาทำงานเนื่องจากโครงสร้างผิดรูป
เนื่องจากเกิดช่องว่างระหว่างตัวอุปกรณ์ หรือช่องว่างระหว่างตัวแอร์กับผนังที่ติดตั้ง ทำให้เวลาแอร์ทำงานก็จะเกิดอาการสั่นสะเทือน ซึ่งทำให้เกิดเสียงรบกวนได้

3. แอร์มีเสียดังเพราะมีฝุ่นเข้าไปเกาะสะสมมาก
เพราะหากเราไม่ได้ทำการล้างแอร์เป็นเวลานาน ทำให้อุปกรณ์ภายนั้นนั้นมีฝุ่นเข้าไปจับตามส่วนต่างๆ ก็ถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แอร์เกิดเสียงขณะทำงานเช่นกัน หรือหากมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตัวแอร์ (ส่วนใหญ่จะเป็นมดหรือแมลงต่างๆ) จนมอเตอร์ทำงานไม่สะดวก ก็ทำให้แอร์มีเสียงดังเช่นกัน

4. แอร์เกิดเสียงดังจากการติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน
หากเรามีการจ้างช่างแอร์เข้ามาติดตั้งแอร์ในบ้าน หรือมีการถอดชิ้นส่วนของแอร์มาเพื่อทำการล้าง แต่ด้วยการที่ช่างอาจจะขาดประสบการณ์ ทำให้การติดตั้งหรือประกอบแอร์กลับเข้าไปไม่ได้มาตรฐาน ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดเสียงดังขึ้นได้ (กรณีนี้น่าจะเป็นช่างแอร์ห่วย ไม่ใช่แอร์ห่วย - -)

5. แอร์มีเสียงดังเนื่องจาก ขันน็อยึดคอมเพรสเซอร์ไม่แน่น
บางครั้งเสียงที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้มาจากตัวเครื่องปรับอากาศโดยตรง แต่มาจากเครื่องคอมเพรสเซอร์ที่เราติดตั้งเอาไว้ดูดอากาศร้อนออกไปภายนอก ซึ่งส่วนใหญ่ก็มักเกิดมาจากคุณภาพการประกอบติดตั้งที่ไม่ได้มาตรฐานเช่นกัน


6. ลูกยางรองคอมเพรสเซอร์เสื่อมสภาพ
เนื่องจากคอมเพรสเซอร์ก็คือพัดลมดูดอากาศขนาดใหญ่ ที่เวลาทำงานก็จะหลีกเลี่ยงการสั่นสะเทือนได้ยาก ดังนั้นหากส่วนของลูกยางที่ทำหน้าที่รองรับแรงสั่นสะเทือนของพัดลมคอมเพรสเซอร์เกิดเสื่อมสภาพลง ไม่ว่าจะจากภาวะอากาศหรือปัจจัยอื่นๆ (อาจเกิดได้ง่าย เพราะเป็นอุปกรณ์ที่ติดตั้งภายนอกบ้าน) ก็จะทำให้แอร์มีเสียงดังเช่นกัน

7. โครงที่วางคอมเพรสเซอร์เสื่อมสภาพ
นอกจากลูกยางแล้ว หากโครงเหล็กที่เราใช้วางคอมเพรสเซอร์เกิดการเสื่อมสภาพ น๊อตหลวม หรือติดตั้งเข้ากับกำแพง ฯลฯ ไม่แน่นอน เวลาคอมเพรสเซอร์ทำงานก็จะเกิดเสียงดังเช่นกัน

8. ใบพัดลมคอมเพรสเซอร์แตก
หากเรามีการใช้งานตัวแอร์และคอมเพรสเซอร์มาเป็นเวลานาน จำเป็นต้องตรวจเช็คคุณภาพของพัดลมในอุปกรณ์ด้วย เพราะอาจเกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปขัดเวลาแอร์ทำงาน ทำให้เกิดเสียงดังรบกวนได้เช่นกัน

วิธีแก้ปัญหาแอร์ห่วย แอร์เสียดัง ทำดังนี้

- เลือกใช้บริการติดตั้ง ซ่อมดูแล และล้างเครื่องปรับอากาศจากหน่วยงานที่มีมาตรฐานในการทำงาน

- การเลือกพื้นที่วางคอมเพรสเซอร์แอร์ให้ดี เนื่องจากคอมเพรสเซอร์จะต้องติดตั้งภายนอกอาคาร จึงอาจพิจารณให้มีระแนงกั้นกันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตัวเครื่อง

- ดูแลรักษาแอร์แบบพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ อาทิ การเติมน้ำยาแอร์ปีละ 2 ครั้ง การตรวจท่อเช็คน้ำยาแอร์ หรือการล้างแอร์ปีละ 4 ครั้ง และต้องตรวจเช็คคอมเพรสเซอร์เพิ่มเติมนอกจากตัวแอร์ที่ติดตั้งในห้องด้วย

ถ้าแอร์มีเสียงดัง อย่าปล่อยไว้เป็นปัญหาเรื้อรังนะครับ ควรรีบแก้ใข ถ้าแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ก็เรียกช่างมาดูให้ครับ เนื่องจากแอร์ที่ทำงานได้เย็นเร็วและเงียบ ก็คือหนึ่งในปัจจัยแห่งความสุขที่จำเป็นสำหรับบ้านเพื่อนๆ ทุกคนเสมอครับ